อัปเดต GMP เครื่องสำอางไทย เข้มงวดยกระดับรองรับส่งออก

20 ตุลาคม 2568 — สำนักงานมาตรฐานความงามแห่งชาติ (สมพ.) ประกาศปรับปรุงข้อกำหนดการผลิตตามมาตรฐาน GMP สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยให้เข้มงวดขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดส่งออกและมาตรฐานคู่ค้าระหว่างประเทศ

นายสมชาย ศรีอรุณ (สมมติ) ผู้อำนวยการสมพ. ระบุว่า นโยบายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 โดยเน้นการตรวจสอบระบบการจัดการคุณภาพ (Quality Management System), ติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (traceability), การควบคุมจุลินทรีย์ในสายการผลิต และการตรวจสอบความสอดคล้องของฉลากและเอกสารการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดส่งออกหลัก เช่น สหภาพยุโรปและเอเชีย

มาตรการสำคัญที่ประกาศได้แก่

  • การตรวจโรงงานภาคบังคับทุก 12 เดือน โดยทีมตรวจประเมินอิสระ
  • การบันทึกและเก็บเอกสารระบบคุณภาพอย่างละเอียดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • การกำหนดมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ทั้งในกระบวนการและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (including microbial limits and stability testing)
  • การเพิ่มเกณฑ์การพิจารณาเรื่องการทดลองในสัตว์ โดยสนับสนุนวิธีทดสอบทดแทน (alternative methods) และจำกัดการอนุญาตเฉพาะกรณีที่ไม่มีวิธีอื่น
  • มาตรการด้านการโฆษณาและการขึ้นทะเบียนต้องชัดเจน สอดคล้องกับข้อกำหนด อย. และ สคบ.

กรณีตัวอย่าง: บริษัท บิวตี้พลัส จำกัด (สมมติ) ถูกตั้งข้อสังเกตหลังการตรวจประเมินครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 พบเอกสารการติดตามวัตถุดิบไม่ครบถ้วนและมีบันทึกการฆ่าเชื้อที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด สมพ. ออกคำแนะนำให้ปรับปรุงภายใน 60 วัน หากไม่แก้ไขจะมีบทลงโทษตามมาตรการที่กำหนด

GMP คืออะไร: GMP (Good Manufacturing Practice) เป็นชุดข้อกำหนดที่กำหนดมาตรฐานการผลิตเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับสเปกที่ประกาศ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ผลิต บุคลากร วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการเก็บบันทึก

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ: ผู้ผลิตเครื่องสำอางขนาดกลางและเล็กจะต้องเตรียมงบประมาณและเวลาในการปรับปรุงสถานที่และเอกสาร ขณะที่ผู้ส่งออกมองว่าเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของต่างประเทศและลดอุปสรรคทางการค้าในระยะยาว

แนวทางปฏิบัติแนะนำสำหรับปี 2568 — ขั้นตอนการขอ อย. เครื่องสำอาง (สรุป):

  1. เตรียมเอกสารบริษัทและสูตรผลิตภัณฑ์ (MSDS, รายการส่วนผสม)
  2. ตรวจสอบความสอดคล้องของฉลากและข้อความโฆษณาตามข้อกำหนด อย. และ สคบ.
  3. ดำเนินการทดสอบคุณภาพและความคงตัว (stability) รวมถึงการทดสอบจุลินทรีย์ตามเกณฑ์ใหม่
  4. ยื่นแบบคำขอขึ้นทะเบียนพร้อมเอกสารประกอบต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  5. จัดเตรียมใบรับรอง GMP หรือแผนปรับปรุงหากยังไม่ได้รับการรับรอง
  6. รอการตรวจประเมินสถานที่ (ถ้ามี) และแก้ไขตามข้อสังเกตก่อนการอนุมัติ

ประเด็นการโฆษณา: สมพ. เน้นย้ำว่าการกล่าวอ้างสรรพคุณต้องมีหลักฐานรองรับและห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณทางการแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. ซึ่งสอดคล้องกับกฎของ สคบ. ในการคุ้มครองผู้บริโภค

การทดลองในสัตว์: นโยบายใหม่ส่งเสริมการใช้วิธีทดสอบทดแทน และจะจำกัดการอนุญาตการทดลองในสัตว์เฉพาะเมื่อไม่มีวิธีอื่นที่ยอมรับได้ นโยบายนี้ตั้งเป้าลดการใช้สัตว์ทดลองในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางภายใน 3 ปี

สรุป: ข้อกำหนด GMP ที่เข้มงวดขึ้นมีผลต่อทั้งการปฏิบัติงานภายในและโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ ผู้ผลิตควรเร่งปรับระบบคุณภาพและเอกสารเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่และลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับปรับหรือถูกระงับการจำหน่าย

หมายเหตุ: ชื่อบุคคลและตัวอย่างบริษัทที่ปรากฏในรายงานนี้เป็นข้อมูลสมมติ (สมมติ) เพื่อวัตถุประสงค์ของการรายงานตามเงื่อนไขที่กำหนด